วันเสาร์ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2565

วารสาร THAIJO 2 วารสารอิเล็กทรอนิกส์ทางการศึกษา


สภาพและปัญหาการบริหารทรัพยากรบุคคลของโรงเรียนในจังหวัดสมุทรสงคราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 10

บทคัดย่อ 

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารทรัพยากรบุคคลของโรงเรียนในจังหวัดสมุทรสงคราม ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย 1) ผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้สอน รวมทั้งสิ้น 236 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ความถี่และร้อยละ

ผลการวิจัยพบว่า 

1) ด้านการวางแผนทรัพยากรบุคคล โรงเรียนมีกระบวนการวางแผนทรัพยากรบุคคลอยู่ในระดับมาก ปัญหาที่พบคือ การวางแผนทรัพยากรบุคคลขาดความต่อเนื่อง 

2) ด้านการสรรหาและคัดเลือกทรัพยากรบุคคล โรงเรียนมีกระบวนการสรรหาและคัดเลือกทรัพยากรบุคคลอยู่ในระดับมาก ปัญหาที่พบคือ ผู้สมัครมีจำนวนน้อยทำให้ไม่สามารถสรรหาและคัดเลือกได้ตามแผนที่วางไว้

 3) ด้านการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากร โรงเรียนมีการติดตามผลการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรจากหัวหน้างานอยู่ในระดับมาก ปัญหาที่พบคือ บุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรมไม่ได้นำความรู้มาปฏิบัติงาน 

4) ด้านระบบสารสนเทศทรัพยากรบุคคล โรงเรียนนำระบบทะเบียนประวัติบุคลากรมาใช้อยู่ในระดับมาก ปัญหาที่พบคือ บุคลากรขาดความเข้าใจในระบบ 

5) ด้านการจ่ายค่าตอบแทนและสวัสดิการ โรงเรียนแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการจ่ายค่าตอบแทนและสวัสดิการประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียนและรองผู้อำนวยการโรงเรียนอยู่ในระดับมาก ปัญหาที่พบคือ ขาดการสำรวจความต้องการสวัสดิการของบุคลากร 

6) ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน โรงเรียนนำผลการประเมินไปใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการฝึกอบรมและพัฒนาบุคลากรอยู่ในระดับมาก ปัญหาที่พบคือ ผู้ถูกประเมินไม่เข้าใจเกณฑ์ที่จะใช้ในการประเมิน 

7) ด้านความปลอดภัยและสุขภาพ โรงเรียนมีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพและคุณภาพชีวิต คือ ตรวจสุขภาพประจำปีอยู่ในระดับมาก ปัญหาที่พบคือ ขาดความต่อเนื่องในการจัดกิจกรรมส่งเสริมความปลอดภัย

ลิ้งค์บทความ

https://drive.google.com/file/d/1Uy5JxhrLtg6y8dw75pRuJSmabxPyHREA/view?usp=sharing

สภาพและปัญหาการบริหารทรัพยากรบุคคลของโรงเรียนในจังหวัดสมุทรสงคราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 10 | An Online Journal of Education (tci-thaijo.org)

รายการอ้างอิง

สุทธิพงศ์  มหาวิริโย และ วลัยพร ศิริภิรมย์ (2557). สภาพและปัญหาการบริหารทรัพยากรบุคคลของโรงเรียนในจังหวัดสมุทรสงคราม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 10. วารสารอิเล็กทรอนิกส์ทางการศึกษา. ปีที่ 9 ฉบับที่ 3 กรกฎาคม - กันยายน 2557 , หน้า 339-350 .

วารสาร THAIJO วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร

 

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

บทคัดย่อ

    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 135 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง .22 - .90 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับมีค่าอยู่ระหว่าง .75 - .92 และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (gif.latex?\bar{x}) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson’s product moment correlation coefficient) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise multiple regression analysis) ในรูปคะแนนดิบและรูปคะแนนมาตรฐาน

               ผลการวิจัย พบว่า 

1) ความสำเร็จของการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 

2) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยลักษณะองค์การ ปัจจัยลักษณะบุคคล ปัจจัยสภาพแวดล้อม และปัจจัยนโยบายการบริหารและการปฏิบัติ กับความสำเร็จของการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีความสัมพันธ์อยู่ในระดับมาก โดยทุกด้านมีความสัมพันธ์กันทางบวก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 

3) สมการพยากรณ์ความสำเร็จของการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สามารถพยากรณ์ความสำเร็จของการบริหารงานบุคคลได้ร้อยละ 70.00 และสร้างสมการณ์พยากรณ์ในรูปคะแนนดิบและรูปคะแนนมาตรฐาน ดังนี้


รูปคะแนนดิบ         

           gif.latex?{y}'=  0.73 + 0.45 (ภาวะผู้นำ) + 0.29 (การติดต่อสื่อสาร) + 0.23 (แรงจูงใจ)

รูปคะแนนมาตรฐาน   

           Z  =  0.38 (ภาวะผู้นำ) + 0.24 (การติดต่อสื่อสาร) + 0.19 (แรงจูงใจ)


ลิ้งค์บทความ

https://drive.google.com/file/d/1MMArzYErVX1Ug0EFIwwi6Y6KPgONMF_i/view?usp=sharing

ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (Factors affecting the success of personnel management in schools under the Secondary Educational Service Area Office 3 in Ayutthaya province) | Silpakorn University Journal (tci-thaijo.org)


รายการอ้างอิง

กันยาพร โคจรตระกูล เอกวิทย์ โทปุรินทร และสุเมธ งามกนก (2561). ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของการบริหารงานบุคคลในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 3 จังหวัดพระนครศรีอยุธยา. วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร. ปีที่ 36 ฉบับที่ 6  หน้า 155-179.



วิจัย วช.

 วิจัย วช.

ความสมพันธ์ระหวางการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในโรงเรียนกับมาตรฐานคุณภาพสถานศึกษาด้านการเรีนยรู้ ในโรงเรียนมธยมศึกษา เขตพื้นที่การศึกษาจันทบุรี

https://drive.google.com/file/d/1H7pE46VCPEMLPBtGC9znp_HuRXNegAkk/view?usp=sharing



วิทยานิพนธ์

 ชื่อวิทยานิพนธ์          ศึกษาสภาพการทำงานและความพึงพอใจในการทำงานของบุคลากรในมหาวิทยาลัย 

                                 เทคโนโลยีสุรนารี

ชื่อนิสิต                     ประเทืองทิพย์ ไกรวิวัฒน์

ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา   ผศ ดร สุกัญญา โฆวิไลกูล

ชื่อสถาบัน                 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บัณฑิตวิทยาลัย

ระดับปริญญาและรายละเอียดสาขาวิชา   วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. ครุศาสตร์ (อุดมศึกษา)

ปีที่จบการศึกษา         2539

บทคัดย่อ(ไทย)         การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการทำงานและความพึงพอใจในการทำงานของบุคลากรในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ผลการวิจัยจากการศึกษาเอกสาร สัมภาษณ์ และแบบสอบถามพบว่า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ซึ่งเป็นมหาวิทาลัยของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการแห่งแรกของประเทศไทย แต่มีรูปแบบเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล การจัดโครงสร้างและระบบบริหารยึดหลักการกระจายอำนาจที่มีลักษณะปกครองตนเอง การตัดสินใจสั่งการส่วนใหญ่ สิ้นสุดภายในมหาวิทยาลัย มีสภามหาวิทยาลัย และสภาวิชาการเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุด การจัดส่วนงานจัดตามลักษณะงาน ได้แก่ สำนักงานอธิการบดี สำนักวิชา สถาบัน และศูนย์สำหรับการจัดระบบบริหารภายในมหาวิทยาลัยจัดแบ่งออกเป็น 4 ระบบคือ 1) ระบบการเงินและทรัพย์สิน ได้จัดระบบงบประมาณแบบเงินอุดหนุนทั่วไป (Block grant) รายงานการเงินและการตรวจสอบภายหลัง 2) ระบบการบริหารบุคคล ใช้ระบบคุณธรรม ยึดหลักเข้ายากออกง่าย และได้ใช้ระบบการประเมินผลการปฏิบัติการมาใช้ 3)ระบบบริหารวิชาการ ได้จัดวางระเบียบการศึกษาและระบบบริหารวิชาการที่เอื้อต่อการผสมผสานวิชาการในลักษณะพหุวิทยา และบูรณาการ รวมทั้งสร้างความสัมพันธ์ระหว่างความรู้ทางทฤษฎีและการปฏิบัติในลักษณะสหกิจศึกษา 4) และระบบการจัดการทั่วไปได้จัดระบบการจัดการด้านบริหารและบริการโดยยืดหลัก "รวมบริการประสานภารกิจ" และการถ่ายโอนงานให้ภาคเอกชนร่วมดำเนินการจากการจัดระบบบริหารงานภายในดังกล่าวช่วยให้การดำเนินงานมีความคล่องตัว ช่วยประหยัดทรัพยากรและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในส่วนความพึงพอใจในการทำงานของบุคลากรมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี พบว่า ในภาพรวมบุคลากรสายวิชาการมีความพึงพอใจในระดับมาก แต่เมื่อนำมาจัดลำดับความพึงพอใจในแต่ละด้านแล้วบุคลากรมีความพึงพอใจมากที่สุดโดยเรียงตามลำดับจากมากที่สุด ดังนี้ 1.) ลักษณะงานที่ทำ2.) สภาพแวดล้อมในการทำงาน 3.) การบริหารงานของผู้บังคับบัญชาขั้นต้น 4.) ค่าจ้างและสวัสดิการ 5.) ความมั่นคงและความก้าวหน้าในการทำงาน สำหรับบุคลากรสายปฏิบัติการวิชาชีพและบริหารทั่วไป ในภาพรวมพบว่า บุคลากรมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากแต่เมื่อนำมาจัดลำดับพบว่า มีความพึงพอใจมากที่สุดโดยเรียงตามลำดับจากมากที่สุด ดังนี้ 1.) สภาพแวดล้อมในการทำงาน 2.) ลักษณะงานที่ทำ 3.) การบริหารงานของผู้บังคับบัญชาขั้นต้น 4.) ค่าจ้างและสวัสดิการ 5.) ความมั่นคงและความก้าวหน้าในการทำงาน ขอเสนอแนะ ผลจากการวิจัยพบว่าในเรื่องของระบบงานไม่มีปัญหาแต่ว่ามีปัญหาที่เกิดจากบุคลากรยังไม่เข้าใจระบบและบางหน่วยงานยังขาดการกำหนดขอบเขตงานและคู่มือการปฏิบัติงานที่ชัดเจน ดังนั้นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ควรจัดอบรมบุคลากรทุกระดับให้เข้าใจระบบ ตลอดจนจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานให้ครบทุกหน่วยงาน ในส่วนของมหาวิทยาลัยในระบบควรนำระบบรวมบริการประสานภารกิจมาดัดแปลงใช้เพื่อให้ได้ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์และมีประสิทธิภาพ



ชื่อวิทยานิพนธ์          ทัศนะของครูและผู้บริหารโรงเรียนเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล : โรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา

                              กลุ่มที่ 23 สังกัดสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาเอกชน เขตกรุงเทพมหานคร

ชื่อนิสิต                     กนกรส วงษ์เล็ก

ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา   รศ พวงเพชร วชิรอยู่ อ ทิพทินนา สมุทรานนท์ ผศ ปนัดดา อินทร์พรหม

ชื่อสถาบัน                มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย 

ระดับปริญญาและรายละเอียดสาขาวิชา   วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต (จิตวิทยาอุตสาหกรรม). จิตวิทยา (จิตวิทยา

                                                          อุตสาหกรรม)

ปีที่จบการศึกษา        2539 

บทคัดย่อ(ไทย)       การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบ ทัศนะของครูกับผู้บริหารโรงเรียน ด้านการบริหารงานบุคคล และ ศึกษาสภาพปัญหาของการบริหารงานบุคคลในโรงเรียนเอกชนกลุ่ม ที่ 23 เขตกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ประกอบด้วยครู 275 คน ผู้บริหารโรงเรียน 90 คน รวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม แบ่งเป็น 2 ตอน เพื่อศึกษาทัศนะของครูกับผู้บริหารโรงเรียนและ สภาพปัญหาของการบริหารงานบุคคลสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสหสัมพันธ์เพียร์สัน และ t-test โดยใช้คอมพิวเตอร์โปรแกรม SPSS-x ผลการวิจัยพบว่า (1) ทัศนะของครูและผู้บริหารโรงเรียน เกี่ยวกับการบริหารบุคคล มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ทั้ง 4 ด้าน การได้มาซึ่งบุคลากร, การบำรุงรักษา บุคลากร, การพัฒนาบุคลากร และการให้บุคลากรพ้นจากงาน (2) เมื่อพิจารณารายด้าน ครูมีทัศนะเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลอยู่ ในระดับปานกลางทุกด้าน ส่วนผู้บริหารโรงเรียนมีทัศนะเกี่ยวกับ การบริหารงานบุคคลอยู่ในระดับมาก 3 ด้าน ได้แก่ การได้มาซึ่ง บุคลากร การบำรุงรักษาบุคลากร การพัฒนาบุคลากร และมีทัศนะ ที่อยู่ในระดับปานกลางเพียงด้านเดียว คือ การให้บุคลากรพ้นจากงาน 3) สภาพ ปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ที่สำคัญมีดังนี้ 1. การได้มาซึ่งบุคลากรนั้น โรงเรียนไม่มีเกณฑ์มาตรฐานใน การรับบุคลากรเข้าทำงาน การรับสมัครบุคลากรขาดการประชา สัมพันธ์ การคัดเลือกบุคลากรมีการใช้สิทธิพิเศษ และบุคลากรที่ บรรจุเข้าทำงานมีวุฒิไม่ตรงกับสายงาน 2. การบำรุงรักษา บุคลากร มีการพิจารณาความดีความชอบและการประเมินผลงาน ที่ไม่เหมาะสม มีครูหลายคนที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ตรงกับความรู้ความ สามารถของตนเอง และบุคลากรมีความขัดแย้งไม่มีความสามัคคี มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก 3. การพัฒนาบุคลากร โรงเรียนไม่เปิด โอกาสหรือสนับสนุให้กับบุคลากรในเรื่องการสร้างสรรค์ผลงาน ไม่มี การวางแผนพัฒนาบุคลากร บุคลากรขาดความกระตือรือร้นในการ ทำงานและขาดการติดตามประเมินผลการพัฒนาบุคลากร 4. การให้ บุคลากรพ้นจากงาน มีการลาออกกลางคันของครู ทำให้มีจำนวนครู สอนไม่เพียงพอ การโอน ย้ายบุคลากร มีมากเกินไป โรงเรียน ไม่มีหลักเกณฑ์ในการให้บุคลากรพ้นจากงาน และไม่เปิดโอกาสให้ บุคลากรที่พ้นจากงานได้แสดงความคิดเห็น



ชื่อวิทยานิพนธ์          การบริหารงานบุคคลของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2

ชื่อนิสิต                     นิตยา นิลรัตน์

ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา   ผศ. รุ่ง เจนจิต, Ed.D.

ชื่อสถาบัน                มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. บัณฑิตวิทยาลัย

ระดับปริญญาและรายละเอียดสาขาวิชา   วิทยานิพนธ์มหาบัณฑิต. ศึกษาศาสตร์ (การบริหารการศึกษา)

ปีที่จบการศึกษา        2547

บทคัดย่อ(ไทย)       วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 2) เพื่อศึกษาปัญหาการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 23) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 ตามขนาดโรงเรียน ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ผู้บริหารโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 2 จำนวน 223 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น จำนวน 223 ฉบับ ได้รับแบบสอบถามที่สมบูรณ์คืน จำนวน 203 ฉบับคิดเป็นร้อยละ 91.03 วิเคราะห์ข้อมูล ด้วยวิธีการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า สภาพการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนขนาดเล็กผู้บริหารโรงเรียนมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด คือ การจัดบุคลากรเข้าปฏิบัติงาน ปฏิบัติในระดับมาก4 ด้าน คือ การวางแผนบุคลากร การบำรุงรักษาบุคลากร การพัฒนาบุคลากร การประเมินผลการปฏิบัติงาน ส่วนที่มีการปฏิบัติในระดับปานกลาง 2 ด้าน คือ การสรรหาและการคัดเลือกบุคลากรและการให้บุคลากรพ้นจากงาน ส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่ พบว่า ผู้บริหารมีการปฏิบัติในระดับมากทุกด้าน ยกเว้น การจัดบุคลากรเข้าปฏิบัติงานปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุดส่วนปัญหาในการบริหารบุคคลจะมีปัญหาในระดับน้อยเกือบทุกด้าน ยกเว้น การสรรหาและการคัดเลือกบุคลากรมีปัญหาในระดับมาก


งานวิจัย

 พฤติกรรมการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาตามความคาดหวังของครูในสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ช่วงชั้นที่ 1-3 สังกัดสานักงานเขตพื้นที่การศึกษาสุพรรณบุรี


Abstract: ความมุ่งหมายของการจัดการศึกษาได้เปลี่ยนแปลงไป โดยเน้นที่การให้การศึกษาเพื่อพัฒนาชีวิต ชุมชน สังคมและประเทศเป็นสาคัญ ต่อมาได้มีการตราพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ขึ้น ซึ่งมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารการประถมศึกษาใหม่ กล่าวคือได้มีการโอนโรงเรียนประถมศึกษาจากหลายหน่วยงานมาอยู่ในความรับผิดชอบของสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นหน่วยงานของรัฐที่มีภารกิจรับผิดชอบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีโรงเรียนในสังกัดทั้งสิ้น 30,228 โรงเรียน ในโรงเรียนจานวนนี้มีโรงเรียนขนาดเล็กที่มีจานวนนักเรียนต่ากว่า 120 คนลงมา จานวน 10,735 โรงเรียน คิดเป็นร้อยละ 35.53 ของจานวนโรงเรียนทั้งหมด โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จานวน 2,120 โรง (สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2548, หน้า 23) โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาเหล่านี้ส่วนใหญ่มีปัญหา คือ โรงเรียนมีคุณภาพค่อนข้างต่าเมื่อเทียบกับโรงเรียนมัธยมศึกษา เนื่องจากขาดความพร้อมด้านปัจจัย เช่น สภาพครูไม่ครบชั้นเรียน ขาดวัสดุอุปกรณ์ในการจัดการเรียนการสอนและงบประมาณไม่เพียงพอในการบริหารจัดการ ทั้งนี้เนื่องจากข้อจากัดเกี่ยวกับเกณฑ์การจัดอัตรากาลังครูและข้อจากัดด้านงบประมาณภาครัฐ ภายใต้ข้อจากัดและสภาพปัญหาดังกล่าว สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงได้กาหนดนโยบายแนวทาง มาตรการดาเนินงานและการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ตลอดจนรูปแบบการดาเนินการ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดผลการปฏิบัติงานในพื้นที่อย่างจริงจัง 2 และความเชื่อที่ว่าถ้าได้มีการนานวัตกรรมทางการบริหารจัดการและการเรียนการสอนที่ถูกต้องเหมาะสมมาใช้ จะทาให้การ แก้ปัญหา และการพัฒนาคุณภาพการศึกษาบรรลุตามเป้าหมายได้ ซึ่งปัจจัยหนึ่งที่จะส่งเสริมให้โรงเรียนมีประสิทธิภาพในการจัดการศึกษา คือ การพัฒนาครูผู้สอนให้มีประสิทธิภาพด้วยการบูรณาการการจัดการเรียนรู้ให้หลากหลายครอบคลุม ผู้บริหารโรงเรียนควรสร้างขวัญกาลังใจให้แก่ครูในการปฏิบัติงาน ทั้งนี้เนื่องจากโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาหลายแห่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล กันดาล และมีข้อจากัดทั้งด้าน งบประมาณ บุคลากร สื่อวัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอน ซึ่งการบริหารจัดการศึกษาในยุคปัจจุบันผู้บริหารสถานศึกษาในฐานะผู้นาของสถานศึกษาที่มีบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบต่อการจัดการศึกษาโดยตรง จะต้องเป็นผู้นาการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบและกระบวนการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งหมายถึงต้องมีการบริหารจัดการ ให้การส่งเสริมสนับสนุนให้ครูทุกคนสามารถจัดการศึกษา อบรมนักเรียนให้มีคุณภาพตามเป้าหมาย ดังนั้นผู้บริหารจึงต้องแสดงพฤติกรรมในการที่จะจูงใจและสร้างขวัญกาลังใจให้แก่บุคลากรร่วมกันดาเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังที่ ผู้บริหารจะต้องใช้ความสามารถ ในการบริหารงานให้เป็นที่ประจักษ์ โดยการแสดงออกด้านพฤติกรรมความเป็นผู้นา มุ่งมั่น ตั้งใจ ด้วยการชักนาให้ครูและบุคลากรปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถอย่างแท้จริง


มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี. สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ
Address: กาญจนบุรี
Email: tdc@kru.ac.th

Issued: 2552
Modified: 2554-08-26
Issued: 2554-08-26

วิทยานิพนธ์/Thesis

application/pdf




ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนโสตศึกษา สังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนโสตศึกษา สังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ เปรียบเทียบภาวะผู้นาเหนือผู้นาของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของข้าราชการครู จาแนกตามประสบการณ์ในการทางานและวุฒิการศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ข้าราชการครูสังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ รวมทั้งสิ้น 224 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ เกี่ยวกับภาวะผู้นาเหนือผู้นาของผู้บริหารสถานศึกษาตามแนวคิดของแมนซ์และซิมส์ จานวน 60 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบแบบที วิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว และทดสอบความแตกต่างเป็นรายคู่โดยวิธีการของ เชฟเฟ่ ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ 1. ภาวะผู้นาเหนือผู้นาของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนโสตศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนรายด้านอยู่ในระดับมาก 6 ด้าน เรียงตามลาดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ การแสดงเป็นแบบฉบับให้บุคลากรเป็นผู้นาตนเอง การกระตุ้นให้บุคลากรตั้งเป้าหมายด้วยตนเอง การทาให้บุคลากรเป็นผู้นาตนเอง การอานวยความสะดวกให้เกิดวัฒนธรรมของผู้นาตนเอง การสนับสนุนให้เกิดภาวะผู้นาตนเองโดยการสร้างคณะทางาน การสร้างรูปแบบความคิดในทางบวก ส่วนด้านการอานวยความสะดวกให้เกิดภาวะผู้นาตนเองโดยให้รางวัลและการตาหนิทางสร้างสรรค์อยู่ในระดับปานกลาง 2. ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นาเหนือผู้นาของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนโสตศึกษา สังกัดสานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ตามความคิดเห็นของข้าราชการครู จาแนกตามประสบการณ์ในการทางานและวุฒิการศึกษา โดยภาพรวมและรายด้าน แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
Kanchanaburi Rajabhat University.
Address: KANCHANABURI
Email: tdc@kru.ac.th
Issued: 2550
Modified: 2562-07-25
Issued: 2554-09-24
วิทยานิพนธ์/Thesis
application/octet-stream


การศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความพร้อมของผู้นำท้องถิ่นในการมีส่วนร่วมจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานจังหวัดอุตรดิตถ์

Abstract: การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความพร้อมของผู้นำท้องถิ่นในการมีส่วนร่วมจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานจังหวัดอุตรดิตถ์ กลุ่มตัวอย่างได้แก่ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล และกรรมการโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามจำนวน 1 ฉบับ โดยมีค่าความเที่ยงของแบบสอบถามทั้งฉบับ α = .92 ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย โดยมีค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ศึกษาได้แก่ ปัจจัยภายในตนเองของผู้นำท้องถิ่น 4 ปัจจัย ประกอบด้วย วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ ความสนใจ และอาชีพ ต่างส่งผลต่อความพร้อมของผู้นำท้องถิ่นในการมีส่วนร่วมจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งโดยภาพรวมและรายด้าน 3 ด้าน คือ ด้านให้ความเห็นชอบนโยบายและแผนการจัดการศึกษาและการจัดหลักสูตรท้องถิ่น ด้านเสนอแนะการบริหารจัดการของผู้บริหารสถานศึกษา และด้านการสนับสนุน กำกับ ติดตามการดำเนินงานของสถานศึกษา แต่ที่ส่งผลและมีค่าความสัมพันธ์แตกต่างกันจากปัจจัยอื่นคือ ปัจจัยอาชีพ โดยปัจจัยอาชีพนั้น ส่งผลต่อความพร้อมน้อยมาก และมีความสัมพันธ์กับความพร้อมของผู้นำท้องถิ่น ทั้งโดยภาพรวมและรายด้านอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ดังข้อสรุปต่อไปนี้ 1. ความพร้อมของผู้นำท้องถิ่นในการมีส่วนร่วมจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันในทางบวกกับปัจจัยประสบการณ์มากที่สุด มีค่าความสัมพันธ์อยู่ในระดับปานกลาง รองลงมาได้แก่ ความสนใจ และวุฒิการศึกษา ซึ่งก็มีค่าความสัมพันธ์อยู่ในระดับปานกลางเช่นเดียวกัน ส่วนความสัมพันธ์กับปัจจัยอาชีพนั้นมีความสัมพันธ์น้อยที่สุด มีค่าความสัมพันธ์อยู่ในระดับต่ำ เมื่อพิจารณารายด้านในทุก้าน ได้แก่ ด้านให้ความเห็นชอบนโยบายและแผนการจัดการศึกษาและการจัดหลักสูตรท้องถิ่น ด้านการเสนอแนะการบริหารจัดการของสถานศึกษา และด้านการสนับสนุนกำกับติดตามการดำเนินงานของสถานศึกษา พบว่าความพร้อมในการมีส่วนร่วมจัดการศึกษาพื้นฐานในทุกด้านมีความสัมพันธ์ในทางบวกกับปัจจัยภายในตนเอง ของผู้นำท้องถิ่นด้านประสบการณ์มากที่สุด มีค่าความสัมพันธ์อยู่ในระดับต่ำ 2. กลุ่มตัวพยากรณ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ของการพยากรณ์ความพร้อมผู้นำท้องถิ่นในการมีส่วนร่วมจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานจังหวัดอุตรดิตถ์โดยภาพรวม ได้แก่ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ และความสนใจ เป็นกลุ่มตัวพยากรณ์ที่ดีและสามารถสร้างสมการได้มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) เท่ากับ .497 ค่าความคลาดเคลื่อนของการพยากรณ์ (S.E.est) เท่ากับ .572 มีอำนาจในการพยากรณ์ (R2) ได้ร้อยละ 24.7 เมื่อพิจารณารายด้านในทุกด้าน ได้แก่ ด้านให้ความเห็นชอบนโยบายและแผนการจัดการศึกษาและการจัดหลักสูตรท้องถิ่น ด้านการเสนอแนะการบริหารจัดการของสถานศึกษา และด้านการสนับสนุนกำกับติดตามการดำเนินงานของสถานศึกษา พบว่ากลุ่มตัวพยากรณ์ที่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ของการพยากรณ์ความพร้อมของผู้นำท้องถิ่นในการมีส่วนร่วมจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานในรายด้านทุกด้าน ได้แก่ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ และความสนใจเป็นกลุ่มตัวพยากรณ์ที่ดีและสามารถสร้างสมการได้เช่นเดียวกัน
บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันราชภัฏอุตรดิตถ์
Created: 2544
Modified: 2549-08-09
วิทยานิพนธ์/Thesis
application/pdf
ISBN: 974-8174-34-4







วันเสาร์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2565

โปรแกรมระบบบริหารจัดการสถานศึกษา ระบบ student care


นักศึกษาปริญญาโท บริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยธนบุรี รุ่นที่ 8 กลุ่มที่ 2 (M.Ed8/2) พ.ศ. 2564

 นักศึกษาปริญญาโท บริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยธนบุรี รุ่นที่ 8 กลุ่มที่ 2 (M.Ed8/2)

Blogger นักศึกษาปริญญาโท บริหารการศึกษา ม.ธนบุรี รุ่นที่ 8/2 https://thanphunza007.blogspot.com https://suchinda2534.blogspot.com https://putchanok-ink.blogspot.com https://rungtiwalaoun2535.blogspot.com https://suttirutmed82.blogspot.com https://jitapa-arthawong.blogspot.com https://pathrapee123.blogspot.com https://kittiwinsam1982.blogspot.com https://janyaporn2022.blogspot.com https://iampattira.blogspot.com https://kamontip-muk.blogspot.com https://chanpen1106.blogspot.com https://karanw05.blogspot.com https://aritut.blogspot.com https://amnart0202.blogspot.com https://jintana88.blogspot.com https://pramoth47032.blogspot.com https://urairathantongchai.blogspot.com https://papasson0509.blogspot.com https://apinya2515.blogspot.com https://sasimabluemoon.blogspot.com https://panyarat21.blogspot.com https://anuchit542537.blogspot.com https://waranya2903.blogspot.com https://nittaya2513.blogspot.com https://yuinusara.blogspot.com https://natchaya123455.blogspot.com https://sikharin1112.blogspot.com



Link และ QR Code เข้าห้องเรียน Google classroom

  Link เข้า ห้องเรียน Google classroom https://classroom.google.com/c/NDc0ODgyOTg1NDEy?cjc=gd3udqa QR Code   เข้า ห้องเรียน Google classroom